18.06.2013

Thailand Animator Festival กับการต่อยอดทางธุรกิจ

  เมื่อวันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา มีการจัดงาน Thailand Animator Festival # 2 ณ โรงภาพยนตร์สกาล่า สยามสแควร์ ซึ่งจัดโดย Sputnik tales ร่วมกับ มูลนิธิสยามกัมมาจล สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)และ สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) เป็นเทศกาลแอนิเมชั่นอิสระ+เพื่อสังคม ประจำปี สำหรับ "นักแอนิเมชั่น" และ “คนรักแอนิเมชั่น" ทุกคน น่าชื่นใจที่เห็นผู้คนที่สนใจงานแอนิเมชั่น ทั้งนักศึกษาและบุคคลทั่วไป มาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง และที่นั่งกว่า 800 ที่นั่งในโรงภาพยนตร์สกาล่า ก็เต็มเกือบหมด 
 
มีนิทรรศการจัดแสดงผลงานแอนิเมชั่นของเยาวชนรุ่นใหม่ด้านนอก รวมทั้งนำผลงาน 10 ชิ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลงานของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ส่งเข้ามาประกวด และผ่านการคัดเลือกมาฉายโชว์ในงาน พร้อมกับเชิญเจ้าของผลงานมาอธิบายแนวคิด และความคาดหวังในการผลิตผลงานของตัวเอง โดยมีคอมเมนท์เตเตอร์จากบริษัทภาคี อาทิ บริษัท ลันช์บ็อกซ์ จำกัด บริษัท วิธิตา จำกัด และ บริษัท บีบอยด์ ซีจี จำกัด ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่นและกราฟิกส์ไทย หรือ TACGA ร่วมวิพากย์ กิจกรรมนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยผู้ริเริ่ม คือ รัฐ จำปามูล จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งของชีวิตตัวเองที่กลายมาเป็นแรงบันดาลใจ และความคาดหวังว่า “แอนิเมชั่น” จะสามารถเยียวยา และช่วยเหลือสังคมได้ ด้วยการสนับสนุนจากมูลนิธิสยามกัมมาจล และ สสส.ที่เห็นพ้องต้องกันกับแนวคิดนี้
 
ในแต่ละปี มหาวิทยาลัยต่างๆ กว่า 30 สถาบัน ในประเทศไทย ได้ผลิตบัณฑิตในสาขา Digital  Content Industry ซึ่งมีทั้ง แอนิเมเตอร์ โปรแกรมเมอร์ และอาร์ตติส กว่าปีละ 2,500 คน และเพิ่มจำนวนมากขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งในปีสุดท้ายก่อนจบการศึกษา นักศึกษาจะต้องสร้างผลงานหรือโปรเจ็คของตนเองขึ้นมา เพื่อนำเสนอเป็นโปรเจ็คจบการศึกษา หรือบางทีก็เรียกว่าจุลนิพนธ์ สถาบันการศึกษาบางแห่งอนุญาตให้เป็นการสร้างผลงานร่วมกันของนักศึกษาหลายคน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานโดยลำพัง อดหลับอดนอน เพื่อสร้างผลงานชิ้นสุดท้ายที่ดีที่สุดของตนเองในรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนก้าวออกมาสู่การเป็นมืออาชีพในลำดับต่อไป 
 
จากผลงานนับร้อยนับพันชิ้นเหล่านั้น มีจำนวนมากมายหลายชิ้นที่ไม่ได้จำเพาะเจาะจงว่าจะต้องทำออกมาเพื่อความสวยงามแลกกับเกรด หรือความสนุกสนานตามจินตนาการของผู้สร้างอย่างเดียว  แต่ได้แฝงแนวคิดดีๆ ที่สนับสนุนสังคมและให้ข้อคิดต่างๆ ในมุมมองจากเยาวชนที่บางครั้งผู้ใหญ่เองยังคิดไม่ถึง ด้วยเทคนิคของแอนิเมชั่นที่สามารถถ่ายทอดจินตนาการและแนวคิดได้อย่างไร้ขีดจำกัด ผลงานแอนิเมชั่นเหล่านั้นจึงกลายเป็นสื่อที่สามารถสื่อสารระหว่างเจ้าของแนวคิดกับผู้ชมได้อย่างสะดวก เรื่องราวที่ซับซ้อน ก็สามารถทำออกมาให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายดาย ไม่ว่าผู้ชมนั้นจะเป็นกลุ่มเด็กๆ วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่   
 
ปัจจุบัน หลากหลายมหาวิทยาลัย เลือกที่จะใช้เวทีสาธารณะในการนำเสนอผลงานหรือโปรเจ็คจบการศึกษาของนักศึกษาเหล่านี้ แทนที่จะจัดแสดงในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเองอย่างในอดีต ศูนย์การค้าต่างๆ อาทิ สยามเซ็นเตอร์ หรือเซ็นทรัล ดูจะเป็นพื้นที่ยอดฮิตที่ถูกใช้งาน เนื่องจากมีผู้คนผ่านไปผ่านมามากมาย แต่เนื่องจากการแสดงงานดังกล่าวนั้น ส่วนมากจะถูกจัดขึ้นโดยกลุ่มนักศึกษาเอง บางครั้งการประชาสัมพันธ์ หรือการนำเสนอรูปแบบการจัดงานจึงยังไม่ค่อยดึงดูด และผู้คนที่มาเดินในห้างสรรพสินค้าเหล่านั้น ก็จะมาเพื่อจับจ่ายสินค้าหรือช๊อปปิ้ง จึงไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักที่สนใจเข้ามาชมผลงานเหล่านั้นอย่างจริงๆ จังๆ
 
แนวคิดในการจัดงาน Animator Festival จึงดูจะตอบโจทย์ความต้องการทั้งของเจ้าของผลงานที่อยากมีเวทีเผยแพร่ผลงานของตัวเอง และผู้ที่ชื่นชอบแอนิเมชั่น ที่อยากเห็นผลงานแอนิเมชั่นในอีกมุมหนึ่ง ที่ไม่ใช่ภาพยนตร์การ์ตูนซึ่งหาดูได้ในโรงภาพยนตร์ทั่วไปหรือทางโทรทัศน์ เพราะในความเป็นจริงแล้ว แอนิเมชั่นไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะงานเพื่อความบันเทิง และผลงานสร้างสรรค์จากไอเดียของบัณฑิตและเยาวชนเหล่านั้น ก็เป็นคำตอบที่เป็นรูปธรรม มองเห็นและจับต้องได้ว่า แนวคิดที่ดี สามารถสื่อสารออกไปสู่สังคมรอบข้างได้ ถ้าหากมีเวทีหรือพื้นที่ให้พวกเขาเหล่านั้นได้นำมาแสดงออก
 
แน่นอน เราไม่สามารถจัดงานที่แสดงผลงานนับร้อยนับพันชิ้นได้ทั้งหมด การคัดสรรผลงานคุณภาพที่ตอบโจทย์ด้านสังคม ภายใต้ความงดงามของสีสันและการเล่าเรื่อง จากหลายร้อยชิ้นให้เหลือเพียงหลักสิบ เพื่อกรองต่อให้ผ่านเข้ามาฉายขึ้นจอในวันนั้น จึงเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่ถูกเชิญมาจากบริษัทแอนิเมชั่นหลายแห่งและผู้ทรงคุณวุฒิในหลายสาขา เราจึงมีโอกาสเห็น 10 ผลงาน ที่โดดเด่นชนะใจกรรมการ และก็ไม่ผิดหวัง ผลงานเหล่านั้นได้สร้างความประทับใจให้กับผู้ชม ที่ได้มีโอกาสเข้ามาชมในโรงภาพยนตร์วันนั้นด้วย
 
งาน Animator Festival # 2 จบลงในหนึ่งวัน แต่ผลงานที่น้องๆ เหล่านั้นได้สร้างสรรค์ขึ้นก็ยังคงถูกนำไปเผยแพร่ต่อ ผ่านทางช่องทางต่างๆ ที่ผู้สนับสนุนเห็นสมควร แต่ที่สำคัญกว่าผลงานเหล่านั้น คือตัวตนของคนรุ่นใหม่ ที่ถูกสร้างขึ้นให้ปรากฎบนเวที สร้างแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้อง หรือเยาวชนที่สนใจในด้านนี้ ให้ก้าวตามรอยรุ่นพี่ๆ จุดไฟแห่งจินตนาการ ดึงพลังที่มีอยู่ในตัวออกมาสร้างสรรค์ผลงาน เหมือนละลอกคลื่นลูกใหม่ ที่ถาโถมไล่ตามคลื่นระลอกที่หนึ่งและสอง ให้เรามีโอกาสเห็นผลงานดีๆ ในปีต่อๆ ไป ซึ่งก็ต้องขอปรบมือดังๆ ให้กับทั้งผู้จัดงานและผู้สนับสนุนที่ร่วมกันทำให้มีงานนี้ และคาดหวังที่จะได้เห็นงานดีๆ ในปีต่อๆ ไป
 
และเมื่องาน Animator Festival # 2 จบลงไป คำถามคือ แล้วบรรดาแอนิเมเตอร์รุ่นใหม่เหล่านั้น มีเส้นทางอย่างไรต่อไปในสิ่งที่ตนรัก เพราะเดี๋ยวนี้การประกวด กลายเป็นกิจกรรมที่ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนหลายแห่ง ที่ให้ความสำคัญต่อการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อสังคม สร้างแคมเปญการรณรงค์กิจกรรมต่างๆ หรือแม่แต่การสร้างภาพลักษณ์องค์กรของบริษัทยักษ์ใหญ่ ทุกที่ล้วนมอบโอกาสอันดีให้กับผู้ชนะ ซึ่งย่อมได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากบริษัทแอนิเมชั่นต่างๆ ที่พร้อมจะอ้าแขนรอรับคนเก่งเข้าร่วมงาน หากแต่เราต้องไม่ลืมว่า ยังมีคนที่เหลืออยู่ อีกนับพันชีวิตที่เรียนจบออกมาในสาขาแอนิเมชั่นที่พวกเขารัก ทิศทางของพวกเขาจะเป็นอย่างไร มีตำแหน่งว่างในบริษัทแอนิเมชั่นในประเทศไทย อีกมากน้อยแค่ไหนที่จะรองรับพวกเขาเหล่านั้น หลายคนอาจเลือกที่จะเป็นแอนิเมเตอร์อิสระ ทุ่มเททำงานที่ตนรัก หรือทำงานเพื่อล่ารางวัล ซึ่งล้วนต้องแลกมาด้วยเวลาและความอุตสาหะ แม้แต่ผู้ชนะเอง เงินรางวัลที่ได้ ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตของแอนิเมเตอร์อิสระเหล่านั้นได้ตลอดไป การสร้างงานเพื่อสังคมเป็นเรื่องที่ดี แต่ปากท้องก็เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นเรื่องของชีวิตที่ต้องก้าวเดิน
 
 แอนิเมเตอร์อิสระ หรือ Freelance ในสาขาแอนิเมชั่นของประเทศไทย จึงดูจะเป็นอาชีพที่ “อยู่ยาก” หากไม่ใช่ยอดฝีมือในระดับแนวหน้าจริงๆ เพราะอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นของไทยแตกต่างจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นอย่างมาก เพราะในแต่ละปีฮอลลีวู๊ดจะผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นออกมาเป็นจำนวนนับร้อยเรื่อง ส่วนที่ผ่านตาเข้ามาให้เราได้ดูกัน มักจะเป็นหนังแอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ จากค่ายยักษ์ใหญ่ ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาล และใช้กำลังคนและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มุ่งสร้างความตื่นตาตื่นใจ และสร้างแรงจูงใจให้กับผู้คนทั่วโลกให้ควักกระเป๋า ซื้อตั๋วเข้าไปดู และต่อยอดความสำเร็จด้วยสินค้า Merchandising ที่ผ่านกระบวนการทางการตลาดมากวาดรายได้อีกมากมายมหาศาล ผู้ที่มีส่วนร่วมสร้างภาพยนตร์เหล่านั้น ส่วนมากจะเป็นแอนิเมเตอร์อิสระหรือ Freelance ที่เซ็นสัญญาเข้าร่วมทำงานผลิตภาพยนตร์แอนิเมชั่นเป็นเรื่องๆ มีการย้ายค่ายเมื่อจบเรื่องหนึ่ง ไปทำงานอีกบริษัทหนึ่งเพื่อสร้างเรื่องอื่นๆ ต่อ ซึ่งแต่ละเรื่องจะใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะจบ  Freelance เหล่านั้น จึงมีรายได้ต่อเนื่องที่ต้องบอกว่าค่อนข้างดี สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างสบาย 
 
หันมาดูอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นของประเทศไทยบ้าง ดูเหมือนรอยต่อระหว่างสถาบันการศึกษา กับภาคธุรกิจ ยังมีช่องว่างที่ห่างกันอยู่พอสมควร ทั้งๆ ที่เรามีผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนมากในแต่ละปี แต่ทำไมภาคธุรกิจหลายต่อหลายแห่ง จึงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า หาคนทำงานไม่ได้ ในเว็ปไซท์แอนิเมชั่นที่มีผู้สนใจอย่างคับคั่ง เช่น Thai 3D เราจะพบประกาศรับสมัครงานจากบริษัทต่างๆ เต็มไปหมด ทุกๆ อาทิตย์ จะมีโพสต์ใหม่ๆ หาผู้ร่วมงาน หาแอนิเมเตอร์ โมเดลเลอร์ อาร์ตติส หรือตำแหน่งอื่นๆ ทั้งๆ ที่เมื่อเทียบกับจำนวนบริษัทแอนิเมชั่นหรือบริษัทด้าน Digital Content ที่มีอยู่ในบ้านเรากับจำนวนผู้ที่สำเร็จการศึกษา ถือว่ามีสัดส่วนที่ต่างกันอย่างมาก 
 
และเมื่อกลับไปมองการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ บ้าง การสอนนักศึกษาให้ได้เรียนรู้ในทุกๆ ด้าน ครอบคลุมในทุกๆ เรื่องให้มากที่สุด ทั้งในด้านของศาสตร์และศิลป์ การเขียนสคริป ปั้นโมเดล ริกกิ้ง แอนิเมท รวมถึงการจัดแสง วางคอมโพสิท ด้วยมุ่งหวังที่จะให้นักศึกษาเหล่านั้น ได้มีทางเลือกที่ตนเองชอบและถนัดที่สุดในการออกไปประกอบอาชีพ เหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องและจำเป็น แต่บางครั้งกรอบและกฎเกณฑ์ของกระทรวงศึกษา ที่ต้องมีการเรียนการสอนในวิชาอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสายอาชีพ อาจมีผลบ้าง แต่ส่วนสำคัญคือ โลกการศึกษากับโลกธุรกิจในปัจจุบันนี้หมุนด้วยความเร็วรอบที่ไม่เท่ากันต่างหาก
 
ภาคธุรกิจย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนที่รวดเร็ว ทันต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพื่อให้ดำรงอยู่ได้ ทั้งเจ้าของกิจการ บุคลากรต่างๆ จึงต้องขวนขวายหาความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงานแอนิเมชั่นให้ออกมาได้อย่างตรงตามความต้องการของตลาดและผู้ชม ในขณะที่ภาคการศึกษามีระบบ ระเบียบและตำราบังคับ การเชื่อมโยงจึงเป็นเรื่องจำเป็น การมีบุคลากรจากภาคธุรกิจไปเป็นอาจารย์พิเศษ จึงเป็นเรื่องที่สถาบันการศึกษาต้องมี ซึ่งที่ผ่านมาหลายสถาบันก็ใช้วิธีนี้ เพื่อสร้างให้นักศึกษาเหล่านั้นมีคุณภาพและตรงตามที่ภาคธุรกิจต้องการ
 
ทางเลือกเบื้องต้นในการประกอบอาชีพ หากไม่นับเส้นทางการเป็น Freelance หรือแอนิเมเตอร์อิสระ ในบ้านเรามีสองทางคือ หนึ่ง เข้าทำงานกับบรรดา Production House หรือ CG House ที่ต้องการบุคลากรที่ทำเป็นในทุกๆ ด้าน จบงานได้ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ เพราะงานส่วนมากจะเป็นงานโฆษณาที่มีเวลาจำกัด จบงานเร็ว หรือ งานแอนิเมชั่นตอนสั้นๆ แต่หลายตอน หรือ ในบริษัทเล็กๆ ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรบุคลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกๆ ด้าน
 
ทางเลือกที่สอง คือทำงานกับแอนิเมชั่นสตูดิโอขนาดใหญ่ ที่มีระบบการทำงานแยกชัดเจนเป็นแผนก เช่น แผนกโมเดล แผนกแอนิเมชั่น แผนกคอมโพสิทและไลท์ติ้ง ซึ่งจะมีการส่งต่องานเป็นระบบและเป็นขั้นตอน จากแผนกหนึ่งไปยังอีกแผนกหนึ่ง คนทำงานจึงต้องเก่งและถนัดในบทบาทที่ตัวเองทำ เช่น เป็นแอนิเมเตอร์ทำแอนิเมทอย่างเดียว หรือเป็นโมเดลเลอร์ ปั้นและใส่ Texture เท่านั้น แต่เป็นการปั้นหรือทำแอนิเมท ที่ดูแล้วต้องยกนิ้วให้ นั่นหมายความว่า ผู้ที่ก้าวออกมาเพื่อทำงานในบริษัทต่างๆ ที่มีอยู่ในประเทศ ต้องคิดดูให้ดีว่าจะเลือกแบบไหนในการประกอบอาชีพ
 
แต่ทั้งนี้ การที่จะเลือกทางเดิน อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า เราอยากทำงานแบบไหนอย่างเดียว ฝีมือและการยอมรับให้ผ่านเข้าทำงานต่างหาก เป็นเรื่องที่ต้องผ่านไปให้ได้ก่อน จึงต้องกลับมาดูว่า แล้วอะไรล่ะ ที่จะมาช่วยสานต่อหรือเติมเต็มช่องว่างที่มีอยู่ระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจ อะไรคือคำตอบที่จะตอบว่า แต่ละปีมีผู้ที่จบการศึกษามากมาย แต่ทำไมภาคเอกชนยังคงป่าวประกาศตลอดเวลาว่าหาคนทำงานไม่ได้
 
Animator Festival เป็นบันไดให้น้องๆ กลุ่มหนึ่ง มีตัวตนขึ้นมา ช่วยให้พวกเขาเหล่านั้นก้าวสู่โลกธุรกิจได้อย่างสง่าผ่าเผย และสร้างฝันให้เด็กรุ่นใหม่ๆ อยากก้าวเดินเข้ามาสู่โลกแห่งแอนิเมชั่น โลกแห่งจินตนาการและความฝันที่สวยสดงดงาม แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบสำหรับทุกคน เราคงต้องการความร่วมมือและแนวทางใหม่ๆ ที่จะสร้างให้ผู้ที่มีใจรักในแอนิเมชั่นเหล่านั้น ได้มีโอกาสทำในสิ่งที่ตนรักในโลกแห่งจิตนาการ ควบคู่กับการมีรายได้ในโลกแห่งความจริง....
 
นิธิพัฒน์ สมสมาน
The Monk Studios และ
นายกสมาคมผู้ประกอบการแอนิเมชั่น
และคอมพิวเตอร์กราฟิกส์ไทย
มิถุนายน 2556